วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

หลักเมืองนครศรีธรรมราชและบานประตูไม้แกะสลัก

   หลักเมืองนครศรีธรรมราช
 
๑ .บานประตูศรีวิชัย
ศาสตร์และศิลป์แห่งแผ่นดิน
       สลักเสลาด้วยฝีมือครูช่าง แห่งอาณาจักรโบราณที่ยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดความเชื่อ ความงดงาม ของศิลป์โบราณ เป็นมรดกตกทอดแด่ชนรุ่นหลัง เป็นของขวัญแห่งแผ่นดิน


                      บทนำ
          ด้วยความเคารพต่อท่านผู้รู้และครูบาอาจารย์ทุกท่าน  ผู้เขียนไม่ใช่นักศิลปกรรม  ไม่ใช่นักโบราณคดี  เป็นเพียงนักกฎหมาย แต่มีความสนใจในเรื่องศิลปกรรม  และมีความศรัทธาต่อองค์จตุคาม รามเทพ และหลักเมืองนครศรีธรรมราช  แต่การศรัทธาก็ต้องมาพร้อมกันกับปัญญาและรู้ให้ถึงว่า  เราศรัทธาอะไร หรือ เรางมงาย  หลายต่อหลายคนเคยพูดและเขียนถึงเรื่องราวต่างๆของศรีวิชัย เขียนถึงองค์จตุคาม รามเทพ และหลักเมืองนครศรีธรรมราช  ซึ่งย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่ จะต้องมีเรื่องบานประตูไม้นี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย    แต่กลับไม่มีใครมาชี้ชัดถึง กรณีข้อถกเถียงในเรื่องศิลปกรรมในการแกะสลักลวดลายภาพเทวดาบนบานประตูไม้  ซึ่งปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ ณ  บนสุดของบันไดทางขึ้นภายใน  วิหารพระมหาภิเนษกรณ์ หรือ วิหารพระทรงม้า   วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า วัดพระธาตุ 

          ผู้เขียนมีความสนใจในศิลปกรรม และ โบราณคดีโดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัย และ ศิลปกรรมโบราณบางแขนง    ข้อความ ข้อคิดเห็นที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นการนำเอาสิ่งที่ท่านผู้รู้อยู่เก่าก่อน  ครูบาอาจารย์ที่ได้เขียนเป็นหนังสือ หรือ บันทึกเป็นข้อมูล ที่ผมได้ไปค้น คว้า เสาะหาได้มาและเห็นว่ามีประโยชน์   จึงนำมารวบรวมเรียบเรียง ศึกษาดู ตลอดจนข้อมูลจากภาพถ่าย และ ข้อความ บทความ ฯลฯ ในอินเตอร์เนตที่มีผู้นำมาลงไว้  ซึ่งหนึ่งในผู้ชี้แนะหลักของผู้เขียน คือ อ.มนตรี จันทพันธ์ หนึ่งในคณาจารย์ผู้ออกแบบและแกะสลักเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้ให้ความรู้และมอบภาพสเกตมาให้และด้วยปีนี้เป็นปีที่หลักเมืองนครศรีธรรมราช ครบ ๓๐ ปี จึงนำเอาสิ่งที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗   มารวบรวมเขียนให้จบและทำเป็นเล่มหนังสือเพื่อประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง  ซึ่งการเขียนต่อไปนี้เป็นการจินตนาการตามที่ได้ค้นคว้ามา ผิดถูก ประการใดต้องขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้....
                                อรรคณัฏฐ์  ธนานนท์สร
                                         ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐
                                    ************************************************* 
                 ศาสตร์และศิลป์โบราณ
                               ความงดงาม
                   ของบานประตู้ไม้แกะสลัก     
                
ตอนที่ ๑   
ความเชื่อเรื่องประตูไม้แกะสลักในวิหารทรงม้า

        มีการกล่าวกันว่า “.... บานประตูไม้แกะสลักที่วิหารทรงม้านี้ น่าจะบูรณะขึ้นมาจากงานแกะสลักในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ในครั้งที่มีการบูรณะใหญ่พระมหาธาตุนครศรีธรรมราช ตามหลักฐานในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษเช่นเดียวกัน  บานประตูไม้รูป  "พระขันธกุมารและพระนารายณ์" ซึ่งเป็นเทพชั้นสูงของคติฮินดูในอินเดียใต้ ที่ถูกนำมาทำหน้าที่เป็นทวารบาลเฝ้าประตูทางเข้าสถูปแห่งพระพุทธองค์นั้น   ถือเป็นคติที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง    " ความเชื่อในสมัยโบราณ ...” 




********************************************************************


ตอนที่ ๒ 
          ศิลปะบานประตูไม้ศรีวิชัย หรือ อยุธยา
หลายครั้งหลายครา ที่มีการพูดถึงบานประตูไม้ทางบริเวณสุดบันไดทางขึ้นในวิหารทรงม้า ภายในวัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ที่เป็นบานประตูไม้แกะเป็นเทพสององค์ ซึ่งมีการพูดและสงสัยกันว่า แท้จริงแล้วบานประตูดังกล่าวนั้นสร้างขึ้นในสมัยไหนกันแน่  หลายต่อหลายเสียงพูดกันว่า ทั้งศิลปกรรม ทั้งตัววัด รวมทั้งพระบรมธาตุ เป็นศิลป์ของสมัยอยุธยา  และบานประตูไม้ก็เป็นศิลปะอยุธยา              
ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเชื่อว่า บานประตูดังกล่าวภายในวิหารทรงม้า ทำขึ้นในช่วงที่มีการบูรณะองค์พระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช ในยุคสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
(  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงครองราชย์ ในช่วงพ.ศ. ๒๒๗๕ - พ.ศ.๒๓๐๑ ซึ่งเป็นช่วงปลายของสมัยอยุธยา  )  หากเป็นเช่นนั้นจริง ศิลป์ของเทพหรือเทวดา จะสวมใส่มงกุฎ ไม่ใช่ สวมเทริด (อ่านออกเสียงว่า เซิด )   ซึ่งจะกล่าวต่อไป


ตอนที่ ๓
        ข้อสงสัยว่าบานประตูไม้เป็นศรีวิชัยหรืออยุธยา กันแน่
หลายต่อหลายท่าน เมื่อพูดถึงศิลปะศรีวิชัยก็จะชี้ไปตามวัตถุโบราณที่เห็นกันอยู่หลากหลาย ทั้งอ้างรูปแบบและแหล่งที่พบแต่ในทางกลับกันเมื่อชี้ลงไปแล้วแต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าตรงไหน คือ ศรีวิชัย ตรงไหน คือ อยุธยา
แต่ความสงสัยก็ยังคงอยู่มาตลอดว่า แล้วจริงเหรอที่เป็นศิลป์ศรีวิชัย  พิจารณายังไงดูจากตรงไหน หลายท่านก็มีบทความต่างๆนานา ออกมาให้อ่าน   แต่ไม่เคยมีสักคนที่เขียนชี้ชัดว่า บานประตูแกะสลักนี้เป็นศรีวิชัยอย่างไร แม้มีการออกรายการทีวีก็ไม่เคยชี้ชัดลงไปว่า อะไรที่ชี้ว่า คือ ศิลป์ศรีวิชัย
มีการเอาภาพบานประตูไม้แกะสลักที่สวยงามทั้งสามภาพมาเทียบแล้วชีลงไปว่าทั้งหมดคือ ศิลปกรรมการแกะสลักไม้ในยุคสมัยอยุธยา แต่กลับไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของบานประตูทั้งสามบานได้ ซึ่งคราวนี้เราจะมาลงรายละเอียดเปรียบเทียบและชี้ชัดลงไปว่า บานประตูไม้แกะสลักบานไหนเป็นยุคสมัยศรีวิชัย  บานไหนเป็นยุคสมัยอยุธยา
( กรุณาดูรูปประกอบเพื่อนำมาพิจารณา )
            รูปที่ 1
ศิลป์อยุธยา ยุคแรก
พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.อยุธยา

                            รูปที่  2
ศิลป์อยุธยา ยุคกลางถึงปลาย
พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.อยุธยา

**********************************************************************************************************

จากการพิจารณารูปที่ ๑ และ รูปที่ ๒ ข้างต้น
 เราจะนำมาแยกของเป็น
จุดเพื่อง่ายต่อการพิจารณาดังต่อไปนี้

รูปที่ ๑ 
 ที่เห็นเป็นบานประตูไม้แกะสลัก 
ศิลป์ในสมัยอยุธยาชัดเจน
โดยเป็นศิลป์อยุธยานยุคแรก เนื่องจากเทพหรือเทวดาจะสวม เทริด
( ออกเสียง เซิด )



       รูปที่ ๒  แม้โดยรวมจะคล้ายคลึง แต่แตกต่างอยากชัดเจน เมื่อพิจารณา  ในเบื้องต้นในส่วนของใบหน้าที่ศิลป์ออกไปทางเขมร และดูไม่ใช่อยุธยาด้วย โดยเป็นศิลป์อยุธยา ในยุคกลางถึงปลาย  เนื่องจากเทพหรือเทวดาจะสวม     มงกุฎ 



        รูปที่  ๓ , ๔ , และ   
  จะเป็นรูปเต็มและรูปเฉพาะในส่วนของบานประตูฝั่งขวา  (มองจากภาพด้านขวามือท่านผู้อ่าน) ที่บางคนเชื่อว่าป็นรูปองค์วิษณุหรือพระนารายณ์ศิลป์ของสมัยอยุธยา 
     *** ขณะที่อีกกลุ่มเชื่อว่าเป็นรูปองค์จตุคาม  กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีวิชัย
         รูปที่ ๓
 
                           องค์จตุคามและองค์รามเทพ แห่งอาณาจักรศรีวิชัย 
                                                                      ศิลป์ศรีวิชัย 


          รูปที่ ๔

 
                     รูปที่ ๕


***********************************************************************

 ตอนที่ ๔          
      แล้วเราจะพิจารณาอย่างไรว่าเป็น  ศิลป์ในสมัยศรีวิชัย  หรือ ศิลป์ในสมัยอยุธยา
    มีจุดสำคัญ  ที่จะพอแยกแยะได้ว่า บานประตูนี้เป็นศิลป์สมัยอยุธยาหรือเป็นศิลป์ในสมัยศรีวิชัย  โดยพิจารณาทีละตำแหน่งจากรูปที่  ที่จะชี้ลวดลายและจุดต่างๆให้พอได้เข้าใจ ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้ 

                     รูปที่ ๖

                                          *************************
      
   ตอนที่ ๕ 
          แยกส่วนประกอบตามภาพที่ ๖ ตามลวดลาย 
 ในแต่ละตำแหน่ง ได้ดังนี้

                                         

        ๕.๑ ลายก้นหอย  
ลายก้นหอยเปรียบดั่งต้นกำเนิดจักรวาล หรือ เปรียบดั่งตัวเกิด หรือ จุดก่อเกิด  ลักษณะก้นหอย หรือเลข ๑ ที่เป็นตันอักษรเริ่มต้นของตัวเลขก็เริ่มที่ ลวดลายก้นหอย ถือ เป็นจุดเริ่มของสรรพสิ่ง ซึ่งปรากฏว่า มีลวดลายโบราณดึกดำบรรพ์นี้ ปรากฏในตำแหน่งต่างๆของบานประตู ดังนี้
 ตำแหน่งที่  ๑  
      ที่เรียกว่า กุณฑล หรือ ตุ้มหู  แต่ทางอาจารย์มนตรีคณาจารย์ผู้ออกแบบและแกะหลักเมืองนครศรีธรรมราช เรียกว่า ติ่งหู  เป็นลวดลายก้นหอย
                           
 
กุณฑล หรือ ตุ้มหู 


ตำแหน่งที่    
                    ที่เรียกว่า สายธุรำ หรือ ยัญโญปวีต
( อ่านออกเสียง สายนี้ว่า สาย ยัน – โย – ปะ- วีต ) เป็นลวดลายก้นหอย 


                           สายธุรำ หรือ ยัญโญปวีต

ซึ่งสายนี้ คือสายศักดิ์สิทธิ์สำหรับวรรณะชั้นสูง 
เป็นสายเครื่องหมาย วรรณะพราหมณ์ หรือ กษัตริย์ และแพศย์ ซึ่งคนถือศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู เมื่อเรียน พระเวทจะได้รับการคล้องยัชโญปวีต ๑ สาย แต่ในยุคสมัยโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน ลักษณะของศิลปกรรมประเภทการแกะสลัก หรือ ปั้น ให้เป็นรูปเทวดาประจำเมือง จะเป็นคนชนชั้นกษัตริย์ เท่านั้น  ซึ่งภาพที่ปรากฏ บนบานประตู   สายนี้จึงเป็นการชี้ชัดว่าเทวดาที่อยู่บนบานประตูนี้ คือ ลักษณะของร่างแปลงธรรมของ กษัตริย์ ในรูปของ เทวดาประจำเมือง
 มีทั้งห้อยเฉลียงบ่าซ้ายมายังเอวด้านขวา พบในการตกแต่งประติมากรรมทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ที่บานประตูเป็นพาดมาทางบ่าขวาซึ่ง รูปปูนปั้นเทวดา ที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ก็เป็นการพาดบ่าขวา เช่นกัน แต่ความแตกต่างคือ สายนี้ตามภาพในรูปที่ ๓ จะเห็นได้ชัดว่า ยาวลงมาถึงเข่า
ซึ่งโดยปกติจะยาวลงมาเพียงแค่เอวเท่านั้น ย่อมหมายถึงว่า กษัตริย์พระองค์นี้ มีพระเวทชั้นสูงสุด จะหาเทวดาหรือกษัตริย์พระองค์ใดที่จะสำเร็จพระเวทมาเทียบเทียมมิได้ แม้แต่ในสมัยอยุธยาก็ไม่ปรากฏแบบนี้ ซึ่งเทวดาบางองค์ที่มีการแกะสลักหรือปั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีสายนี้ ซึ่งหมายถึง ไม่ได้มีการเรียนหรือสำเร็จการเรียนพระเวท
 สายธุรำ หรือ สายยัญโญปวีต นั้น ปรากฏสายนี้ในช่วงคุปตะ สมัย
จักรวรรดิ คุปตะ (Gupta)  ประมาณ ค.ศ. ๓๒๐ – ๕๕๐ เรื่อยลงมา แต่ตามประมาณวิทยา สายธุรำนี้ไม่ปรากฏก่อนหน้าสมัยนี้   ซึ่งลายก้นหอยที่ปรากฏอยู่บนสายนี้ของบานประตู  ลวดลายก้นหอยนี้ไม่ปรากฏในศิลป์ยุคหลัง ที่มีการปั้น แกะ รูปเทวดา หลังยุคศรีวิชัย ซึ่งลวดลายก้นหอยนั้น เป็นลวดลายโบราณกว่ากว่าสมัยอยุธยา เป็นลวดลาย   ดึกดำบรรพ์  มีตัวอย่างให้เห็นในเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง     ( ดูรูปที่ ๗ )


รูปที่ ๗
  ซึ่งลวดลายก้นหอยแบบนี้ ในสมัยอยุธยาไม่มีปรากฏแล้ว จึงถือเป็นจุดชี้ตัดที่ค่อนข้างชัดเจน
              รูปที่ ๗


        รูปที่ ๘
ทั้งนี้ สายยัญโญปวีต จะแตกต่างจากสายสังวาล ซึ่งในบทคำสวดของพรามณ์ก็จะมีการอัญเชิญพญานาคเสด็จมาเป็นสร้อยสังวาล ในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเปรียบได้ดั่งเป็นสายสร้อยของผู้สูงศักดิ์และถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์เพราะจะทำขึ้นจากอัญมณีสำคัญๆที่มีค่า   โดยชาวศรีวิชัยมักจะคล้องสร้อยสังวาลย์  ตามคติความเชื่อของพราหมณ์   แต่สายยัญโญปวีต คือ สายของผู้สำเร็จพระเวท  เฉพาะผู้ที่สามารถใช้พระเวทได้เท่านั้นจึงมีสิทธิ์ที่จะสวมใส่


     พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร  หรือ องค์ศรีมหาราชวิษณุวรมัน
ศิลป์ศรีวิชัย ทรงสร้อยสังวาล


ตำแหน่งที่    
              ลวดลายก้นหอยบน " เทริด " 




ตำแหน่งที่ ๔    
                        ลวดลายก้นหอยบนเทริด (จอนหู ) 





   นอกจากลวดลายก้นหอย ที่ปรากฏลวดลายบนบานประตูไม้ดังกล่าวข้างขวาหรือ ฝั่งองค์จตุคาม แล้ว ยังมีลวดลายก้นหอยที่บานประตูฝั่งซ้าย  ( หรือฝั่งองค์รามเทพ ๖ หน้า ) ด้วยเช่นกัน เป็นรูปวงกลมๆ ด้านล่าง ลายกระจัง ตามรูป
  ลวดลายก้นหอยนั้น  เป็นลวดลายโบราณมีอยู่ในช่วงศิลป์ศรีวิชัย หรือทวาราวดี หรือก่อนนั้น ไม่ปรากฏในสมัยอยุธยา และบานประตูไม้แกะสลักทั้งสองบานตามรูปที่ ๑ และ ๒ พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.อยุธยา ก็ไม่มีปรากฏลวดลายนี้บนบานประตูทั้งคู่  อันถือเป็นจุดตัดอย่างชัดเจน 


 
๕.๒  ลวดลายกระหนก
    ลายกระหนก ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะนำมาชี้ตัดระหว่างอยุธยา และศรีวิชัย ได้อีกจุดหนึ่ง  กระหนกเป็นลักษณะคำเรียกแทนลักษณะของศิลป์อย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีคำเรียกเฉพาะ แต่ยังไม่สามารถทราบได้ จึงใช้รวมๆตามที่เรียกกันมาว่า กระหนก ซึ่งตัวกระหนกนี้  เมื่อนำมาพิจารณาระหว่างศิลป์ในสมัยศรีวิชัย และอยุธยา ก็จะเห็นความแตกต่างได้ โดยลักษณะของทางศรีวิชัยนั้น ตัวกระหนกดูจะมีความแข็งแรงกว่าในสมัยอยุธยาเมื่อพิจารณาจากลายเส้น ลักษณะของหัวจะมีความมน ม้วนและใหญ่กว่า ศิลป์ในสมัยอยุธยา



เทริด ( เซิด )ของเทพบานประตูด้านขวา ( เดินขึ้น ) หรือ ฝั่งองค์จตุคาม จะปรากฏ ลวดลายกระหนกศิลป์ในสมัยศรีวิชัย อย่างชัดเจนและสวยงามอย่างมาก

  
หน้ากระจังเทริดของเทพบานประตูด้านขวา ( เดินขึ้น ) 
หรือ ฝั่งองค์จตุคาม










                                  ภาพ กระหนก( ประภามณฑล ) ศรีวิชัย

                                 
                          ภาพแยกส่วนประกอบ




ภาพ กระหนก (ประภามณฑล ) ศิลป์อยุธยา
  ภาพกระหนก(ประภามณฑล) ศิลป์อยุธยา บริเวณประภามณฑลดูคล้ายแต่ไม่เหมือนเพราะหัวจะแหลมเล็กกว่ายุคศรีวิชัย ภาพบานประตูนี้เป็นศิลป์อยุธยาในยุคกลางถึงปลาย สันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ( พ.ศ. 1991 – 2031 ) 
( ข้อมูล พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.อยุธยา )


**********************************************
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ประติมากรรมพระพุทธรูป ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑสถาน วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ลวดลายกระหนกซึ่งประดับอยู่ที่ส่วนฐานเป็นส่วนเสริมความแข็งแรงของประติมากรรมด้วย และส่วนล่างของประภามณฑล ที่ล้อมรอบพระวรกายพระพุทธรูปมีงานประดับด้วยเช่นกัน 
(ประภามณฑลคือพระรัศมี ล้อมรอบพระวรกายพระพุทธรูป)

ลวดลายกระหนก "สำริด" ประดับส่วนล่างของประภามณฑล พระพุทธรูป แบบศรีวิชัยที่ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑสถาน วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช





********************************************

            ๕.๓    ลวดลาย
      สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สลับดอกไม้ หรือ วงกลม



 
 ลวดลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สลับดอกไม้ หรือ วงกลม ถือเป็นลวดลายโบราณตั้งแต่สมัยคุปตะ ซึ่งเป็นช่วงศิลป์เดียวกันกับ ศรีวิชัย ตัวลวดลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนจะมีความดูแข็งและเป็นเหลี่ยมขนมเปียกปูนแบบไม่ใช่มีปลายแหลม หรือ เรียวเหมือนสมัยอยุธยา

ดูรูปเทียบ ...ขอบบานประตูศิลป์ศรีวิชัย และดอกไม้บนบานประตูแกะสลักสมัยอยุธยา     
ขอบบานประตูศิลป์ศรีวิชัย

ดอกไม้บนบานประตูแกะสลักสมัยอยุธยา




ภาพเปรียบเทียบ 
      ศิลป์ร่วมยุคสมัยเดียวกันกับศรีวิชัย ถ้ำอชันตะ    ( AJANTA  พุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๒

ถ้ำอชันตะ 
เป็นถ้ำที่เป็นของพระพุทธศาสนาล้วน ๆ ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช ๓๕๐-๔๐๐ มาสิ้นสุดประมาณ พ.ศ.๑๒๐๐ ดูรูปศิลปะ ตามลูกศร














         ******************************************************


  ๕.๔  ลายงวงตาล
 
 ภาพส่วนขยายลายวงกลม หรือ ดอกไม้ ในงวงตาล บานประตู ฝั่งที่เชื่อกันว่าคือ รูปองค์ จตุคาม และ องค์รามเทพ  ซึ่งลวดลายความงดงามแสดงความ หมายถึงพระองค์ทรงปกครองราชอาณาจักรศรีวิชัยด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานให้ราษฎร์และอาณาจักรมีความกินดี อยู่ดี มีความสุข  พระองค์ทรงคิดถึงและห่วงใยอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์เป็นที่ตั้ง ดั่งงวงตาลที่อยู่ด้านบนของเศียรที่หมายถึงการมองและความคิดของพระองค์ ทรงทำให้อาณาจักรศรีวิชัยมีความเจริญเติบโต พืชผลมีความงอกงาม ผลิดอกออกผล เบ่งบานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ของอาณาจักรศรีวิชัยในยุคของพระองค์ ลักษณะงวงตาลจึงอวบใหญ่ดั่งผลไม้ หรือ พืชผล ที่มีความสมบูรณ์ 
**** แต่ งวงตาล ที่ปรากฏในศิลป์สมัยของอยุธยา  จะไม่ใช่ลักษณะลวดลายแบบนี้



*********************

 ภาพเปรียบเทียบ
ระหว่าง  งวงตาลศิลป์ศรีวิชัย กับ ศิลป์อยุธยา  บนบานประตูไม้

          
 เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ศรีวิชัยภาพชุดแรก งวงตาลจะแตกต่างกับศิลป์ของอยุธยา เช่นลักษณะของงวงตาล จะมีความมนกลมใหญ่แต่ งวงตาล ของภาพชุดล่างจะมีความเรียว แหลมกว่า  และ ลักษณะของดอกไม้ หรือ วงกลมก็แตกต่างกัน

*****************************************


    ๕.๕ พระพรหม ๔ หน้า  
          องค์จตุคาม ๒ หน้า และ  องค์รามเทพ ๖ หน้า
 หนึ่งในศิลป์ที่แตกต่างกันระหว่าง พระพรหมซึ่งมีพักตร์  ๔ หน้า คือในระหว่างการประทับทรง เมื่อครั้งสมัยทำหลักเมืองนครศรีธรรมราชในปีพ.ศ. ๒๕๒๙ -๒๕๓๐  องค์เทพที่ลงประทับทรงได้ตอบโจทย์ช่างที่เป็นผู้ออกแบบ และ แกะหลักเมืองนครศรีธรรมราช  ถึงความต่างระหว่างพระพรหม กับ องค์รามเทพ คือ พระพักตร์ขององค์รามเทพ มี ๖ หน้าด้านล่าง ๔ ด้านบน ๒ (หน้าหลัง)  รวมเป็น ๖ หน้า 
 เมื่อรวมกันกับพระพักตร์ขององค์จตุคาม อีก ๒ จึงเป็น ๘ หน้าและใช้ในการออกแบบเสาหลักเมืองต้นเดียวในโลกที่มี พระพักตร์แปดหน้า หันแปดทิศ ดั่งองค์จตุคาม รามเทพ คอยเฝ้าดูอาณาประชาราษฎร์ทุกสารทิศ  ซึ่งถือเป็นจุดแตกต่างกับทุกๆที่และทุกๆศิลป์ 
เมื่อมาออกแบบเป็นลวดลายบนบานประตู จึงเป็นลักษณะของแผ่นไม่ใช่ลอยตัว จึงทำให้การแกะสลักไม่สามารถแกะให้เห็นถึงเศียรที่ไม่ได้ปรากฏรูปออกมาได้ให้เห็นทุกหน้าได้ ซึ่งผู้ที่ไม่รู้และไม่ได้อยู่ขณะนั้นจึงไม่อาจทราบถึง  ความลับแห่งศิลป์ศรีวิชัยแบบนั้นได้  จึงมีการไปพูดว่าเป็นพระพรหม กับ พระนารายณ์  ซึ่งแตกต่างกับลัทธิความเชื่อสมัยอยุธยา และที่สำคัญสมัยอยุธยาก็ไม่มีบานประตูแบบนี้ ซึ่งที่พบเห็นจะเป็นเทพทวารบาลทั่วไป  หรือ มีการแกะสลักโดยนำลักษณะองค์กษัตริย์มาแกะสลักเป็นดั่งเป็นดั่งเทพรักษาเมือง  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน้าเดียวและเศียรเดียว แตกต่างจากแบบศรีวิชัย









                                               **********************

   
๕.๖ จุดแตกต่างในด้านการแต่งกาย
  ชุดเครื่องภูษาอาภรณ์ สลับดอกไม้ หรือ วงกลม   
หากพิจารณาเข้าไปในลวดลาย ในส่วนของผ้านุ่ง  จะเห็นได้ว่า มีทั้งลายดอกไม้ สลับสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เหมือนที่ขอบบานประตู  มีลวดลายบัวเล็บช้าง มีริ้วชาย บนผ้านุ่งยังมีอีกหลายลวดลายที่วิจิตรเป็นอย่างมาก  และลวดลายแบบนี้เป็นศิลป์ยุคศรีวิชัย ซึ่งแตกต่างจากลวดลายผ้านุ่งยุคอยุธยา  ที่จะไม่มีลวดลายแบบนี้ 










 
  ๕.๗ ลักษณะของการคลุมไหล่
   การคลุมไหล่แบบนี้ เป็นวัฒนธรรมของอินเดีย ซึ่งไม่มีในสมัยอยุธยา




 ๕.๘   ทรวดทรงของเทพบนบานประตู

ภาพเปรียบเทียบบานประตูฝั่งซ้าย


    จะเห็นได้จากการรูปเปรียบเทียบ คือ  ทรวดทรงของเทพบนบาน
ประตูของสมัยศรีวิชัย จะดูบึกบึน ดูแข็งแรงกว่า 
          ในขณะทางอยุธยาจะดูเอวบาง   อ่อนช้อยกว่า
********************************


 ๕.๙  ลักษณะของทรวดทรง และนิ้วมือ                                            

 
ภาพเปรียบเทียบของนิ้วบนบานประตูจะเห็นได้ชัดว่า นิ้วมือทั้งสองแบบแตกต่างกันโดย ของศิลป์ศรีวิชัย นิ้วมือจะดู แข็งหนา ไม่พลิ้วเหมือนสมัยอยุธยา


    ๕.๑๐  การยืนของปลายเท้า  



 

การยืนของเทพบนบานประตูสมัยศรีวิชัย  เป็นการยืนแบบอินเดีย หรือ  กรีก คือจะยืนขาตรงและหันปลายเท้าไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะต่างจากสมัยอยุธยาที่การยืนจะแตกต่างออกไป 



ของอยุธยาจะมีการงอเข่า การยืนเหมือนเทวดาลอยอยู่  ไม่ยืนแข็งเหมือนศิลป์ศรีวิชัย




  ๕.๑๑  ดอกพุดตาน
 ลักษณะลวดลายดอกพุดตาน ทางศิลป์ศรีวิชัยไม่มีลวดลายแบบนี้  แต่มีลวดลายนี้ ในศิลป์สมัยอยุธยา




*******************************

 บทสรุป ....  จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา จุดแตกต่างทั้งเก้าจุดสามารถจำแนกข้อแตกต่างของศิลปกรรมการแกะสลักบนบานประตูไม้ตามภาพด้านล่างนี้ เป็นศิลป์ในสมัยศรีวิชัย หรือ เป็นศิลป์ในสมัยอยุธยา ซึ่งจากการจำแนกจุดต่างๆทั้งเก้าจุดตามข้อมูลที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นนั้น
สรุปได้ว่า บานประตูไม้แกะสลักนี้ เป็นบานประตูไม้แกะสลักศิลปะในสมัยศรีวิชัย








                          
      ......................................................

 2. วัตถุมงคลแห่งหลักเมืองนครศรีธรรมราช
      
      วัตถุมงคลแห่งหลักเมืองนครศรีธรรมราชนั้น  มีอยู่ด้วยกันอยู่หลายประเภท  จำแนกออกเป็นได้ คร่าวๆ ดังนี้ 
1.พระบูชา
2.พระผง
3.เหรียญ
4.รูปหล่อ 
5.ผ้ายันต์
6.เครื่องราง


          พระบูชาที่ปรากฎ ได้แก่ เศียรจำลององค์จตุคาม รามเทพ  ( หล่อปูนพลาสเตอร์ )  ซึ่งถือว่าเป็นพระบูชาแรกสุดที่ได้มีการจัดทำขึ้นเป็นปฐมของพระบูชาแห่งหลักเมืองนครศรีธรรมราช โดยเป็นพักตร์ขององค์จตุคาม รามเทพ   ตามมาด้วยประบูชาเนื้อโลหะ  พระบูชานาคปรก  7 เศียร  และ 9 เศียร ซึ่งเป็นการจัดทำขึ้นก่อน จึงตามมาด้วย 5 เศียร และ 3 เศียร ในภายหลัง  
         เศียรจำลององค์จตุคาม รามเทพ  ( หล่อปูนพลาสเตอร์ )จะประกอบด้วย  เศียรปูนที่เรียกกันว่าเศียร รุ่น ๑ , เศียร รุ่น ๒ และ เศียร รุ่น ๓  
         ซึ่งแท้จริงแล้วยังคงมีเศียรปูนอีก รุ่นหนึ่งเรียกว่า เศียรครู อันเป็นเศียรปูนที่หล่อขึ้นเป็นครั้งแรก โดย อ.มีชัย  เพชรอินทร์  ซึ่งเป็นหนึ่งในคณาจารย์ช่างที่ออกแบบและแกะเสาหลักเมืองนครศรีธรรมราช  ได้ถอดแบบและหล่อขึ้นไม่กี่องค์เท่านั้น 



                                                           เศียรครู










                                                เศียรรุ่น ๑  ( เศียรทอง )  
                ซึ่งเศียรปูนรุ่นนี้มีแบ่งเฉดสีออกเป็นสีทอง สีแดง และสีดำ


                                                         

                                   พระบูชา รุ่น 3 ( หรือที่นิยมเรียกกันว่า 3 เศียรปากแดง )
                                                        สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2546-2547



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น